สอบเสร็จแล้ว เทอมหน้าเจอกัน!

อัพบล็อคซะทีหลังจากสอบเสร็จ
จริงๆแล้วก็มีเรื่องอยากจะมาเล่าเยอะพอสมควรเลยแต่จะขอเล่าแค่บางเรื่องเท่านั้น

เรื่องแรกเลยคือเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้จริงๆแล้วมันก็คือวันอาทิตย์ธรรมดาๆนี่แหละ แต่สิ่งที่ผมจะไม่ลืมเลยคือสิ่งที่พ่อผมสอน เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนเช้าคุณพ่อผมนั้นนึกอยากจะทำที่วางของที่มันมีส่วนของรูปสี่เหลี่ยมกับสามเหลี่ยมขึ้นมานั่นแหละ ด้วยความที่ว่าผมนั้นคิดว่า ตัวเองนั้นน่ะเก่งเรื่องคิดเลขอยู่แล้ว ก็เลยวาดแล้วก็คำนวณๆ แต่ด้วยความที่ว่าผมในตอนนั้นอาจจะด้วยความรีบ หรืออยากโชว์เทพ ผลก็คือผมคำนวนไม้ผิดไป 1 นิ้วกว่าๆ ทำให้ต้องเสียไม้ไปท่อนนึง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก ผมแก้ปัญหาด้วยการไปซื้อไม้ท่อนใหม่มาเปลี่ยนและประกอบมันจนสมบูรณ์ แต่คุณพ่อของผมกับหัวเสียกับการกระทำของผมมาก ทำไมน่ะเหรอ? เพราะว่าผมกำลังจะเป็นวิศวกร ? หรือ อาจจะมีอะไรที่แฝงอยู่มากกว่านั้น? (ด้วยความด้อยปัญญา) สุดท้ายผมจึงต้องไปถามกับท่านตรงๆ และ

                พ่อติหนิผมที่ไม่รู้จักทำงานให้รอบคอบเป็นประการแรก และประการที่สองคือการแก้ปัญหาของผม ท่านให้เหตุผลว่าผมเองนั้นในอนาคตเมื่อผมมีใบอนุญาต อาจต้องทำงานร่วมกับองค์กร (หรืออาจสำคัญกว่านั้น) และยิ่งงานใหญ่ความถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ วิศวกรนั้นทำงานกับตัวเลขและความถูกต้องของระบบ อาชีพนี้จึงได้รับความเชื่อถือจากส่วนๆต่างๆในองค์กร แต่หากเราคำนวณผิด แล้วไปทำให้คนในองค์กรที่เขาทำไม่ได้แบบเราหรือเชื่อในการทำงานของเรานั้น เชื่อในสิ่งที่เราทำแบบผิดๆ อะไรจะเกิดขึ้น อาจจะไม่ใช่แค่งานที่ออกมา แต่ในระยะยาว ทรัพย์สิน ชีวิตคน โอ้ย! เขียนไปเครียดไป เพราะผลที่เกิดขึ้นอาจจะกระทบกับครอบครัวของผมเองเสียด้วย
                อีกเหตุผลหนึ่งคือเรื่องที่ผมใช้เงินในการแก้ปัญหา จริงอยู่ว่าเงินนั้นทำให้เราสามารถแก้ปัญหาอะไรๆได้ง่ายก็จริง แต่เงินอาจไม่ใช่ทุกอย่าง เงินอาจซื้อสิ่งที่ผมทำพลาดอันเกิดจากความสะเพร่ากลับคืนมาไม่ได้หากมันเป็นเรื่องสำคัญถึงชีวิต เงินเป็นเพียงหน่วยสมมุติที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ตัวเองเท่านั้น  ดังนั้นหากทำอะไรที่เป็นการประหยัดได้ก็ควรจะทำ และควรจะเอาเศษๆไม้มาต่อกับส่วนที่มันขาดไป ดีกว่าซื้อใหม่
                ผมถามพ่อกลับ แล้วสาระของเงินคืออะไร? แล้วทำไมพ่อต้องส่งผมเรียน? ผมต้องเรียนจบมาทำงาน? ทำไมผมต้องหาเงิน? ในเมื่อเงินนั้นเราสมมุติมันขึ้นมา? 
พ่อลูบหัวผมแล้วท่านตอบผมสั้นๆว่า เงินซื้อโอกาสและอนาคตที่ดีให้กับคนที่เรารักได้....

( ผมเอาเรื่องที้เกิดขึ้นนี้ไปเล่าให้วรรณฟังมาและได้คำแนะนำว่าควรจะ Double check หลังการคำนวณเสมอ)

                เรื่องที่สองเป็นเรื่องของชายคนหนึ่งซึ่งขับรถโดยสารส่วนตัวหรือที่เรารู้จักกันในนาม คนขับTaxi เรื่องมันมีอยู่ว่าผมกับรุ่นน้องคนนึง ชื่อว่าบีม คือบีมเนี่ยมันอยากจะไปเช็คของที่เขาสั่งทำไว้ที่ท่าน้ำนนทบุรี แต่ที่นี้มันเย็นแล้วผมเลยเสนอให้นั่ง Taxi ไปด้วยความโชคดี พวกเราจึงได้ไปเจอกับ ”ลุง” ที่เป็นคนขับพอดี พอพวกเรานั่งรถมาได้ 5 นาทีลุงก็เริ่มบ่นเกี่ยวกับการเมืองทันที
ครับ อย่างที่ทราบกัน การคุยการเมืองในรถ
Taxi ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันผิดที่..... ทำไมลุงต้องเอาประเด็นรถติดมาโยงเพื่อด่านักการเมืองด้วย ยังไม่พอลุงก็พยายามจะโยงเรื่องเข้าหาพวกผม เออลุงครับผมได้เป็นนักการเมืองแล้วอีกอย่างคนที่เขาออกแบบการจราจรในกรุงเทพก็ไม่ใช่ผม ลุงไม่ต้องมาด่านักการเมืองแล้วโยงมาหาเรื่องด่าผมหรอก ลุงควรจะด่าตัวเองที่อารมณ์เสียใส่ผู้โดยสารนะ!!
                พอพวกเราผ่านการด่า
wave แรกของลุงมาได้แล้ว ลุงแกก็เริ่มรวมสมาธิพร้อมกับเปิดประเด็นที่สอง “ผู้หญิงไทยทำไมต้องหน้าบึ้ง แถมผู้โดยสารบางคนก็ไม่คุยกับลุง” ไอ้ความที่ผมเองก็คิดว่าชีวิตประจำวันของลุงนั้นอาจจะเจอแต่เรื่องร้ายๆ ลุงเขาเลยอารมณ์เสียมั้ง ผมก็เลยบอกปลอบลุงไปว่า ลุงอาจจะเจอคนที่เขาเครียดมาก็ได้มั้งลุง ลุงต้องหัดเอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่แทนที่ลุงจะใจเย็นลุงกลับระเบิดพลังออกมา “ก็มันเอาแต่เลียนแบบนางเอกละครน่ะสิ แล้วแบบนี้มันจะหาสามีกันได้หรอกมั้ง ถ้าม่างงงงง @#$%#$%@%^%^^&%^*^&@#$@$ ” ไอ้ผมก็นึกในใจชิบหายล่ะตู แทนที่ลุงแกจะเย็นลง ลุงแกกลับระเบิดพลังออกมาหนักกว่าเก่า ด้วยความที่ผมเองก็ไม่ทราบว่าชาติที่แล้วผมทำบุญด้วยอะไร ผมเลยตอบออกไปว่า “ลุงครับ ผมไม่ดูละคร.....” ลุงแกเลยบอกว่า “เออกูก็ไม่ดู แต่ลูกสาวกูม่าง @#@#$%$%^%&%$%^” ผมนึกในใจ “อีกแล้ว นี่มันอะไรกัน ซุปเปอร์ไซย่าขั้นอะไรของลุงวะเนี่ย ระเบิดพลังจังเลยว้อยยยย” ผมเงียบซักพักเนื่องจากไม่สามารถต้านทานพลังของลุงได้ แต่ลุงไม่ได้ให้พวกเราได้หายใจกัน ลุงแกก็ด่าตำรวจจราจรต่อ หลายท่านที่อ่านนี้อาจจะคิดว่า มันคงเป็นประเด็นเรื่องการปล่อยรถติดละมั้ง แต่ไม่ใช่เลย ลุงแกด่าป้ายสัญญาณไฟจราจร “มึงมีป้ายเวลาไว้ทำ @#$@#$ อะไรวะ ไม่บอกไปเลยว่ารถแม่งจะติดอีกชั่วโมงนึง กูจะได้หลบไปใช้เส้นทางอื่น” แต่ลุงครับ ป้ายสัญญาณประเภทนั้นมันจะมีติดไว้ตามย่านสำคัญๆ เช่นย่านรถติดอย่าง สยาม จุฬา สีลม ไม่ใช่ย่านชานเมืองแบบนี้ว้อยยยย!!! ผมปวดหัวกับลุงมามากพวกแล้วพอเถอะ นี่มันจะถึงหรือยังเนี่ย..... แต่ยังครับ  ยัง ยัง พอถึงแยกที่พวกเราเข้าใจว่าเป็นที่หมายและบอกลุงว่าเป็นที่หมายไว้นั้น ลุงแกดันไม่เชื่อซะงั้น เฮ้ย นี่มันอะไรวะเนี่ย มีการไม่เชื่อผู้โดยสารด้วย ตายล่ะงานนี้เมื่อลุงเปลี่ยนสถานะจากคนขับเป็นคนนำทางซะเอง ลุงแกเลยล่อเลยไปอีกไฟแดงนึงพร้อมกับถามคนข้างทางไปเรื่อย บ่นไปเรื่อย จนสุดท้ายก็วนกลับมาที่เดิม พร้อมประโยคที่ชวนอารมณ์เสียที่สุดในรอบสองเดือน “ม่าง@#$#%#$เอ้ย กูไม่เห็นป้าย” ...... ใช่ ลุงไม่เห็นป้ายเพราะลุงเอาแต่ด่านี่แหละ บ้าชะมัด! ไอ้การที่ลุงเอาความมั่นใจของลุงเป็นที่ตั้งน่ะนะ มันทำพวกผมจ่ายค่าโดยสารแพงขึ้น 30 บาท แถมยังหัวเสียอีกบ้าจริงเชียว!! จริงๆแล้วลุงอาจจะไม่รู้ตัวเลยก็ได้ว่า สิ่งที่ลุงกำลังทำกับพวกผมน่ะ มันทำให้ไม่มีใครอยากคุยกับลุงนั่นแหละ
                ผมลงจากรถมาพร้อมกับบีม ผมคิดว่านี่ก็โชคดีแค่ไหนแล้วที่อย่างน้อยแกก็ไม่ได้วิกลจริต  แม้สิ่งที่แกแสดงออกทั้งคำพูดและการกระทำจะแสดงให้เห็นว่า วิกลจริตกับตัวลุงเอง มันเป็นเส้นบางๆที่คั่นระหว่างตัวแกกับคำๆนั้น.......
พรุ่งนี้ผมจะไปทำบุญ ขออย่าให้ได้พบกับคนประเภทนี้อีก.....

edit @ 30 Oct 2009 21:38:09 by XL

Comment

Comment:

Tweet

เป็นลุงที่น่ารักจริงๆ เนอะ
เค้าเรียกว่า... งานเข้า question

ปล. #2 อิอิ วิ๊ดวิ้ววววววว cry
(เกรียนได้อีกนะตู....)

#4 By bakedoggydog on 2009-10-31 03:04

ดีนะไม่ได้ขึ้นไปด้วยไม่งั้นมีสวนตาลุงแน่นอน - -"

#3 By Nana バンパイアネコ on 2009-10-30 23:04

พรวดๆๆๆๆ ทำไมอาชีพบริการถึงได้ทำกับลูกค้าแบบนี้เนี่ย
เมาค้างหรือเปล่าลุง =A=

ถือว่าวันนั้นเราเฮงก็แล้วกันนะ แจ๊กพ็อตพอดีsad smile

#2 By วรรณ (125.24.34.237) on 2009-10-30 22:22

กว่าจะลง sad smile

#1 By BlackWolF on 2009-10-30 22:19