หลายเดือนที่ผมไม่ได้มาอัพเนื่องด้วยปัญหาชีวิตครับ

หลังจากที่ผมทำโปรเจคไปแล้วผมก็เริ่มรู้ตัวซะทีว่าตัวเองนั้นยังไปไม่ถึงไหนเลย

ไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองเก่ง
รู้สึกว่ายังไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ
ยังไม่ได้เริ่มความฝันของตัวเองเลย

ที่ผ่านมาเราเอาเวลาไปทำอะไรอยู่เนี่ย เรียน เรียน เรียน เรียนอย่างเดียว
รู้อยู่แต่เรื่องไฟฟ้ากำลังอย่างเดียวนี่แหละ 

ภูมิใจอยู่แค่ว่า
"ผมนี่แหละกำลังจะจบ"
"จบไปแล้วมีงานแน่ๆ"

แต่ผมรู้สึกขาดอะไรไปบางอย่างแล้วผมก็คิดได้ว่า "ชีวิตมันไม่ท้าทายเลยว่ะ"
วันนั้นผมนั่งอยู่กับเพื่อนที่ร้านหมูกระทะแถวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ทุกคนล้วนแต่พูดถึงเรื่องที่ตนเองตั้งใจจะทำหลังเรียนจบ
หรือประวัติตั้งแต่ว่าเขามาจากไหน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่
ใช่แล้ว ทุกคนล้วนแต่อยากจบไปทำงาน ช่วยงานที่บ้าน หรือไปเรียนต่อ

แต่ผมเนี่ย อยากทำอะไร?
จริงๆแล้วก่อนที่ผมจะมาอยู่ที่จุดนี้ผมฝันที่จะเรียนสายหมอนะ คะแนนก็ได้ด้วย
แต่เพราะทางบ้านและด้วยเหตุผลที่จำเป็นบางอย่าง ทำให้ผมต้องมาเรียนวิศวะ
วิศวะเนี่ยมันก็เท่ดีนะ ผมคิดว่ามันจะมาแทนความฝันของผมได้แต่วิศวะก็ไม่ใช่ง่ายๆแบบที่ผมวาดไว้
ผมติด F ถึง 11 หน่วยกิจใน 2 เทอม แต่ก็ยังรอดมาได้
(และเกรด ณ ตอนนี้อาจจะสูงกว่าเพื่อนที่จบไปแล้วหลายคน)
อ่านหนังสือเป็นอาทิตย์ๆแต่ไปสอบก็ยังตกมีนบ่อยครั้ง
บางวิชาก็ทำได้ดีแต่จะต้องเหนื่อยกับมันมาก
มันก็สนุกดี ผมมีเพื่อนๆ มีรุ่นน้อง มีรุ่นพี่ ทำให้ผมสามารถเรียนกับมันมาได้
โดยไม่รู้สึกว่าเป็นยาขมเลยแม้แต่น้อย

แต่ ณ ตอนนั้น...... ผมถามตัวเองว่าชีวิตผมนั้นอยากทำอะไรจริงๆกันแน่?

ผมตัดสินใจที่จะไม่ยื่นจบในปีการศึกษานั้นทั้งๆที่สามารถเรียนจบได้เพื่อที่จะเรียนต่อในสาขาอิเล็กโทรนิกส์
เพื่อนๆหาว่าผมบ้ากันหมดเมื่อรู้ว่าผมไม่ยื่นจบ แหงล่ะ อยู่ดีๆก็ เปอร์ ซะงั้น
แต่ไม่ยื่นจบมันไม่ผิดข้อบังคับมหาลัยนี่หว่า!

เรียนอิเล็กโทรนิกเนี่ย มันเข้าใจยากกว่าไฟฟ้ากำลังเยอะเลย คิดอะไรก็ไม่รู้เหมือนจินตภาพชะมัด!
ผมเริ่มคิดว่าตัวเองนั้นเลือกผิดรึเปล่าจนกระทั้งปีสี่ของผมผ่านไป

ปิดเทอมนั้นเพื่อนๆของผมต่างก็หางานทำกัน แต่ตัวผมเองนั้นกลับต้องนั่งวางแผนการเรียนใหม่(วางแผนง่ายครับไม่มีติดวิชาอะไรแล้ว แค่กลับมาเป็นปี 3 ใหม่)
จนในที่สุดผมก็เห็นวิชานึง เขียนว่า Bio Medical เรียนเกี่ยวกับทางด้านหมอๆนี่แหละ
เรียนไฟฟ้าเกี่ยวกับอะไรที่มันชีวะๆน่าจะเข้าท่าดีนะ! ผมตัดสินใจลงวิชานั้นทันที
แต่คนที่ทิ้งพื้นฐานทางนี้ไปแล้วอย่างผม การเริ่มเรียนใหม่ทำให้ผมต้องกลับไปนั่งอ่านตำรา ม ปลาย
(จริงๆก็อ่านไม่กี่วันหรอก จำนิดเดียวเองเพราะเนื้อหามันแคบลง)
แต่เนื่องด้วยหลายๆที่ผมไม่เข้าใจ ทำให้ผมต้องไปให้เพื่อนที่ จุฬาติวให้บ่อยครั้ง
บวก กับเพื่อนที่เรียนทางทันตแพทย์ขอผมไปเป็น case เนี่ยทำให้ผมเดินทางไปมาบ่อยขึ้น

ทำให้ผมสนิทกับวรรณ เขาก็เรียนทางสายหมอนี่แหละ ผมเริ่มสังเกตว่าคนเรียนทางนี้มันต้องทำยังไงบ้าง
แล้วก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง (เรียกว่าแทบจะต้องเอามานั่งพิจารณากับตัวเองเลยทีเดียว)

วรรณมีทัศนคติที่ต่างจากคนอื่นซึ่งตอนแรกผมคิดว่า
เป็นหมอเนี่ยไม่ต้องลุยมากก็ได้ ไม่ใช่วิศวกรที่ต้องทำงานตากแดดซะหน่อย
แต่เขาทุ่มเทให้กับงานมากโดยเฉพาะงานที่ต้องออกไปนอกสถานที่ทำให้ผมรู้ว่า
"หมอก็ลุยได้ไม่แพ้วิศวะเหมือนกัน เผลอๆทุ่มเทมากกว่าหลายสิบเท่าด้วยอ่ะ"
"มันเกี่ยวกับชีวิตล้วนๆ ดูเป็นงานที่มีเกียรติมากเลย"
"งานแบบนี้แหละเป็นสิ่งที่ผมเคยฝันไว้(แต่จริงๆแล้วงานเขาเครียดมากนะครับ เพราะผมมัวแต่มองว่าในชิงวิศวะที่รับผิดชอบทรัพย์สินและความปลอดภัยเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้รับผิดชอบเกี่ยวกับชีวิตนะ)"

วรรณเคยพูดว่า มันเป็นความฝันของเธอยังไงเธอก็ต้องพยายามทำให้ได้แค่นี้ไม่เหนื่อยหรอก

ผมเริ่มกลับมานั่งทบทวนตัวเองอีกครั้ง......
ผมนั้นเรียนวิศวะไปแล้วไม่สามารถย้อนกลับได้ แต่ว่าผมสามารถเลือกที่จะเรียนต่อในสิ่งที่ผมต้องการได้
ไม่มีใครบอกว่าเรียนวิศวะแล้วจะชอบทางหมอไม่ได้และก็ไม่มีใครบอกด้วยว่าทำแล้วมันผิด
ตราบเท่าที่เรายังตั้งใจเราสามารถทำให้มันมีคุณค่าได้
ทุกอย่างอยู่ที่ความคิด ความพยายาม และความฝันของเรา

ความสุขอยู่ที่ทัศนคติ

ถึงแม้มันอาจไม่ใช่ตัวของเรา100% แต่มันก็ไม่ได้เสแสร้งว่าไม่ใช่ตัวของเราเอง

ทุกวันนี้ผมเปิดดูระเบียบการต่อ ปริญญาโท Biomedical Engineering ของมหาลัยแห่งหนึ่ง

แล้วก็พูดกับตัวเองว่า "ของแบบนี้มันอยู่ที่ทัศนคติจริงๆว่ะ"

Comment

Comment:

Tweet

สู้ๆครับพี่ชร ^^"

#2 By BlackWolF on 2009-08-31 07:42

พยายามเข้าครับพี่ชร เอาใจช่วยครับ confused smile confused smile confused smile

#1 By bakedoggydog on 2009-08-31 04:32