เราเองก็เคยเป็นวัยรุ่นนี่หว่า...

                เมื่อวันที่ศุกร์ที่ผ่านมานี้วรรณได้ปรึกษาผมเกี่ยวกับน้องชายของเธอที่กำลังเป็นวัยรุ่น ถึงแม้ผมจะช่วยอะไรวรรณไม่ได้มาก แต่มันทำให้ภาพในอดีตของผมมันกลับออกมาอีกครั้ง ตอนนั้นผมยัง
15-16 อยู่และกำลังจะเข้าสู่การศึกษาระดับมัธยมปลาย

                ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กหัวเกรียน เรียนอยู่ห้องรองท๊อปสายวิทย์ จริงๆแล้วผมก็ไม่ควรจะได้อยู่ที่ห้องนี้หรอกนะ แต่เพื่อนๆที่ผมรู้จักตอน ม ต้นน่ะ เขาเตรียมอุดมกันหมดแล้วทำให้ผมมีรายชื่อติดห้องนี้ในอันดับท้ายๆจากเกรดเฉลี่ย(ได้ยินมาว่ารองโหล่ของห้อง)และสาเหตุเดียวที่ผมยังอยู่ที่นี่แม้จะสอบได้ที่เตรียมแต่เพราะว่า บ้านผมอยู่ไกลจากเตรียมอุดมมาก ซึ่งในตอนการเดินทางถือเป็นเรื่องลำบากสำหรับเพราะผมต้องฝ่ารถติดตั้งแต่ นวมินทร์ ลาดพร้าว หมอชิต ต่อ BTS อีก 6 สถานี ไปเรียนให้ทันใน 7 โมง ครึ่ง

                ตอนแรกนั้นผมก็ปรับตัวไม่ได้จริงๆนั่นแหละ เรียนยากมาก เพื่อนๆก็เก่งกว่าเรากันหมด การบ้านผมก็ทำไม่ค่อยจะได้ ทุกครั้งที่ต้องออกไปเขียนกระดาน ผมจะเป็นตัวตลกไปทันที ออกไปรายงานภาษาอังกฤษหน้าห้องผมก็พูดไม่ได้ ให้ทำรายงานวิทยาศาสตร์ผมก็ได้แต่บันทึกข้อมูล ไม่ได้ไปทดลองอะไรกับเขาเลย จะถามเพื่อนๆผมก็เกร็งๆ  ไม่กล้าถามซะงั้น แถมช่วงนั้นผมเองก็เล่น เคาร์เตอร์สไตร์ท และ Red alert 2 ซะด้วย ผมมักจะเอาความเครียดมาผ่อนคลายกับคอม เวลาทีเล่นเกมส์นั่นแหละ แล้วก็คลั่งมากถึงขนาดโหลดตัว developer มาทำ map เองด้วย ผมมีความสุขกับมันได้ไม่นาน ผมก็โดนผู้ใหญ่หาว่าติดเกมส์ จนในที่สุดพ่อก็เอาคอมเครื่องนั้นไปไว้ในห้องทำงานของเขา แล้วก็ล็อคไว้ไม่ให้ผมเล่น ตั้งแต่วันนั้นผมก็เลยไปเล่นเกมส์ที่ Net café แถวๆโรงเรียนนั่นแหละครับ ผลก็คือพ่อรู้เข้าก็โกรธผมจัด ผมโดนทำโทษโดยการหักค่าขนมและส่งผมไปทำงานพิเศษกับป้าที่เป็นญาติอยู่แถวๆปากเกร็ด บอกตามตรงว่าผมโกรธพ่อมากๆ ทำไมอ่ะ? ผมไม่ได้ติดยาซะหน่อย หลังจากช่วงนั้นผมก็ยังไม่เลิกทำหรอกนะ ผมยังเล่นเหมือนเดิม แต่บอกทางบ้านไว้ว่าจะเล่นให้เป็นเวลา  แต่มันก็ไม่ได้เป็นเวลาเท่าไรหรอกครับ.... พอเริ่มมีเพื่อนสนิทบ้าง บางวันหลังเลิกเรียนผมก็ออกไปเล่นกับเพื่อนๆของผม ขอย้ำนะ ผมและเพื่อนไม่เคยโดดเรียน และท้าให้กลับไปถามอาจารย์ประจำชั้นผมด้วย (ซึ่งปัจจุบันพ่อ 8 หน่อนี่ เป็นวิศวกรไปซะ 5 หมอ 1 และโปรแกรมเมอร์ 2 และสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาลัยรัฐด้วยคะแนนมากกว่า 60% ทุกคน...) บางวันหลังเรียนพิเศษเราก็ไปเล่น วันไหนเลิกเรียนเร็วเราก็ไปเล่น แต่พอช่วงใกล้สอบพวกเราก็ต้องมีวินัยกันหน่อย คือช่วยกันติว ดูเหมือนจะดีนะครับ แต่ขอโทษเถอะ....  คนอื่นในห้องน่ะเขาส่งโพยลอกกันกระจายเลย ผมเองนั้นก็ทนไม่ได้ เลยไปบอกอาจารย์ ผลคือ แทนที่การลอกจะลดลง เปล่าเลย.... เพื่อนๆกลับรังเกียจผมด้วยซ้ำ....และมองผมและเพื่อนๆ 8 คนเนี่ยแบบที่เรียนว่า เอามันออกๆจากห้องไปได้ซะก็ดี จากนั้นชีวิต ม ปลายของผมก็เจอแต่เรื่องน่าปวดหัว.... ตั้งแต่ส่งงานแล้วโดนเขม่น จนไปถึง การจ่ายเอกสารการสอนที่(จงใจ)ไม่ทั่วถึง และหลายๆอย่าง แม้แต่การตะโกนด่ากลางชั้นเรียนก็มี เหตุการณ์เลวร้ายไปถึงขั้น ว่า โดนลอยแพยกแก๊งเลยก็มี  
                ทั้งนี้มันไม่แปลกเลยที่ผมจะกลับบ้านมาแล้วก็อารมณ์เสียเป็นประจำ แถมพอผมนั่งหน้าคอมปุ๊บ ก็โดนที่บ้านบ่นเป็นประจำนั่นแหละ บางทีผมก็อารมณ์เสีย แต่ก็ได้แค่ถอนหายใจ....ไม่รู้จะไปอารมณ์เสียที่ไหนก็ออกไปเล่นเกมส์กับเพื่อนๆหลังเลิกเรียนทุกที
                เรื่องการสอบเอนทรานซ์นั่นชวนหนักใจมากกว่า ในขณะที่คนอื่นๆเขาไม่ต้องมาทรมาณเพราะ
GPA แต่ผลจากการโดนทั้งห้องลอยแพและการลอกข้อสอบเป็นหมู่คณะ(ผมไม่ได้จะแฉนะ แต่มันลอกกันทั้งระดับจริงๆ ทำให้ GPA ผมโดนกดแล้วกดอีก  ซึ่งผมก็กล้าพูดน่ะว่าพวกที่ลอกๆกันเนี่ย คะแนนถ้าไม่ใช่คนปล่อยให้ลอก คะแนนสู้ผมและเพื่อนๆในกลุ่มไม่ได้จริงๆ) แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ตอนเลือกคณะก็ยังทำให้ผมเครียดได้อีก เพราะผมทางบ้านไม่ได้สนับสนุนให้ผมเรียนไปทางสายหมอ ชีวิตผมเลยไปจบลงที่วิศวะ  สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรตามที่ตัวเองชอบซักอย่าง แถมรุ่นนั้นซิ่วแล้วยาวเลยเพราะแอดมิชชั่นเป็นระบบที่เข้ามาใหม่ทำให้การรีไทร์ไปเรียนคณะใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องเสี่ยงมาก แต่พอผมมาอยู่ที่มหาลัยแล้ว ผมได้เจอเพื่อนใหม่ๆ อะไรใหม่ๆ ผมไม่คิดที่จะรีไทร์แล้วล่ะ....

edit @ 5 Dec 2009 15:58:41 by XL

edit @ 5 Dec 2009 20:55:40 by XL

สอบเสร็จแล้ว เทอมหน้าเจอกัน!

อัพบล็อคซะทีหลังจากสอบเสร็จ
จริงๆแล้วก็มีเรื่องอยากจะมาเล่าเยอะพอสมควรเลยแต่จะขอเล่าแค่บางเรื่องเท่านั้น

เรื่องแรกเลยคือเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้จริงๆแล้วมันก็คือวันอาทิตย์ธรรมดาๆนี่แหละ แต่สิ่งที่ผมจะไม่ลืมเลยคือสิ่งที่พ่อผมสอน เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนเช้าคุณพ่อผมนั้นนึกอยากจะทำที่วางของที่มันมีส่วนของรูปสี่เหลี่ยมกับสามเหลี่ยมขึ้นมานั่นแหละ ด้วยความที่ว่าผมนั้นคิดว่า ตัวเองนั้นน่ะเก่งเรื่องคิดเลขอยู่แล้ว ก็เลยวาดแล้วก็คำนวณๆ แต่ด้วยความที่ว่าผมในตอนนั้นอาจจะด้วยความรีบ หรืออยากโชว์เทพ ผลก็คือผมคำนวนไม้ผิดไป 1 นิ้วกว่าๆ ทำให้ต้องเสียไม้ไปท่อนนึง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก ผมแก้ปัญหาด้วยการไปซื้อไม้ท่อนใหม่มาเปลี่ยนและประกอบมันจนสมบูรณ์ แต่คุณพ่อของผมกับหัวเสียกับการกระทำของผมมาก ทำไมน่ะเหรอ? เพราะว่าผมกำลังจะเป็นวิศวกร ? หรือ อาจจะมีอะไรที่แฝงอยู่มากกว่านั้น? (ด้วยความด้อยปัญญา) สุดท้ายผมจึงต้องไปถามกับท่านตรงๆ และ

                พ่อติหนิผมที่ไม่รู้จักทำงานให้รอบคอบเป็นประการแรก และประการที่สองคือการแก้ปัญหาของผม ท่านให้เหตุผลว่าผมเองนั้นในอนาคตเมื่อผมมีใบอนุญาต อาจต้องทำงานร่วมกับองค์กร (หรืออาจสำคัญกว่านั้น) และยิ่งงานใหญ่ความถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ วิศวกรนั้นทำงานกับตัวเลขและความถูกต้องของระบบ อาชีพนี้จึงได้รับความเชื่อถือจากส่วนๆต่างๆในองค์กร แต่หากเราคำนวณผิด แล้วไปทำให้คนในองค์กรที่เขาทำไม่ได้แบบเราหรือเชื่อในการทำงานของเรานั้น เชื่อในสิ่งที่เราทำแบบผิดๆ อะไรจะเกิดขึ้น อาจจะไม่ใช่แค่งานที่ออกมา แต่ในระยะยาว ทรัพย์สิน ชีวิตคน โอ้ย! เขียนไปเครียดไป เพราะผลที่เกิดขึ้นอาจจะกระทบกับครอบครัวของผมเองเสียด้วย
                อีกเหตุผลหนึ่งคือเรื่องที่ผมใช้เงินในการแก้ปัญหา จริงอยู่ว่าเงินนั้นทำให้เราสามารถแก้ปัญหาอะไรๆได้ง่ายก็จริง แต่เงินอาจไม่ใช่ทุกอย่าง เงินอาจซื้อสิ่งที่ผมทำพลาดอันเกิดจากความสะเพร่ากลับคืนมาไม่ได้หากมันเป็นเรื่องสำคัญถึงชีวิต เงินเป็นเพียงหน่วยสมมุติที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ตัวเองเท่านั้น  ดังนั้นหากทำอะไรที่เป็นการประหยัดได้ก็ควรจะทำ และควรจะเอาเศษๆไม้มาต่อกับส่วนที่มันขาดไป ดีกว่าซื้อใหม่
                ผมถามพ่อกลับ แล้วสาระของเงินคืออะไร? แล้วทำไมพ่อต้องส่งผมเรียน? ผมต้องเรียนจบมาทำงาน? ทำไมผมต้องหาเงิน? ในเมื่อเงินนั้นเราสมมุติมันขึ้นมา? 
พ่อลูบหัวผมแล้วท่านตอบผมสั้นๆว่า เงินซื้อโอกาสและอนาคตที่ดีให้กับคนที่เรารักได้....

( ผมเอาเรื่องที้เกิดขึ้นนี้ไปเล่าให้วรรณฟังมาและได้คำแนะนำว่าควรจะ Double check หลังการคำนวณเสมอ)

                เรื่องที่สองเป็นเรื่องของชายคนหนึ่งซึ่งขับรถโดยสารส่วนตัวหรือที่เรารู้จักกันในนาม คนขับTaxi เรื่องมันมีอยู่ว่าผมกับรุ่นน้องคนนึง ชื่อว่าบีม คือบีมเนี่ยมันอยากจะไปเช็คของที่เขาสั่งทำไว้ที่ท่าน้ำนนทบุรี แต่ที่นี้มันเย็นแล้วผมเลยเสนอให้นั่ง Taxi ไปด้วยความโชคดี พวกเราจึงได้ไปเจอกับ ”ลุง” ที่เป็นคนขับพอดี พอพวกเรานั่งรถมาได้ 5 นาทีลุงก็เริ่มบ่นเกี่ยวกับการเมืองทันที
ครับ อย่างที่ทราบกัน การคุยการเมืองในรถ
Taxi ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันผิดที่..... ทำไมลุงต้องเอาประเด็นรถติดมาโยงเพื่อด่านักการเมืองด้วย ยังไม่พอลุงก็พยายามจะโยงเรื่องเข้าหาพวกผม เออลุงครับผมได้เป็นนักการเมืองแล้วอีกอย่างคนที่เขาออกแบบการจราจรในกรุงเทพก็ไม่ใช่ผม ลุงไม่ต้องมาด่านักการเมืองแล้วโยงมาหาเรื่องด่าผมหรอก ลุงควรจะด่าตัวเองที่อารมณ์เสียใส่ผู้โดยสารนะ!!
                พอพวกเราผ่านการด่า
wave แรกของลุงมาได้แล้ว ลุงแกก็เริ่มรวมสมาธิพร้อมกับเปิดประเด็นที่สอง “ผู้หญิงไทยทำไมต้องหน้าบึ้ง แถมผู้โดยสารบางคนก็ไม่คุยกับลุง” ไอ้ความที่ผมเองก็คิดว่าชีวิตประจำวันของลุงนั้นอาจจะเจอแต่เรื่องร้ายๆ ลุงเขาเลยอารมณ์เสียมั้ง ผมก็เลยบอกปลอบลุงไปว่า ลุงอาจจะเจอคนที่เขาเครียดมาก็ได้มั้งลุง ลุงต้องหัดเอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่แทนที่ลุงจะใจเย็นลุงกลับระเบิดพลังออกมา “ก็มันเอาแต่เลียนแบบนางเอกละครน่ะสิ แล้วแบบนี้มันจะหาสามีกันได้หรอกมั้ง ถ้าม่างงงงง @#$%#$%@%^%^^&%^*^&@#$@$ ” ไอ้ผมก็นึกในใจชิบหายล่ะตู แทนที่ลุงแกจะเย็นลง ลุงแกกลับระเบิดพลังออกมาหนักกว่าเก่า ด้วยความที่ผมเองก็ไม่ทราบว่าชาติที่แล้วผมทำบุญด้วยอะไร ผมเลยตอบออกไปว่า “ลุงครับ ผมไม่ดูละคร.....” ลุงแกเลยบอกว่า “เออกูก็ไม่ดู แต่ลูกสาวกูม่าง @#@#$%$%^%&%$%^” ผมนึกในใจ “อีกแล้ว นี่มันอะไรกัน ซุปเปอร์ไซย่าขั้นอะไรของลุงวะเนี่ย ระเบิดพลังจังเลยว้อยยยย” ผมเงียบซักพักเนื่องจากไม่สามารถต้านทานพลังของลุงได้ แต่ลุงไม่ได้ให้พวกเราได้หายใจกัน ลุงแกก็ด่าตำรวจจราจรต่อ หลายท่านที่อ่านนี้อาจจะคิดว่า มันคงเป็นประเด็นเรื่องการปล่อยรถติดละมั้ง แต่ไม่ใช่เลย ลุงแกด่าป้ายสัญญาณไฟจราจร “มึงมีป้ายเวลาไว้ทำ @#$@#$ อะไรวะ ไม่บอกไปเลยว่ารถแม่งจะติดอีกชั่วโมงนึง กูจะได้หลบไปใช้เส้นทางอื่น” แต่ลุงครับ ป้ายสัญญาณประเภทนั้นมันจะมีติดไว้ตามย่านสำคัญๆ เช่นย่านรถติดอย่าง สยาม จุฬา สีลม ไม่ใช่ย่านชานเมืองแบบนี้ว้อยยยย!!! ผมปวดหัวกับลุงมามากพวกแล้วพอเถอะ นี่มันจะถึงหรือยังเนี่ย..... แต่ยังครับ  ยัง ยัง พอถึงแยกที่พวกเราเข้าใจว่าเป็นที่หมายและบอกลุงว่าเป็นที่หมายไว้นั้น ลุงแกดันไม่เชื่อซะงั้น เฮ้ย นี่มันอะไรวะเนี่ย มีการไม่เชื่อผู้โดยสารด้วย ตายล่ะงานนี้เมื่อลุงเปลี่ยนสถานะจากคนขับเป็นคนนำทางซะเอง ลุงแกเลยล่อเลยไปอีกไฟแดงนึงพร้อมกับถามคนข้างทางไปเรื่อย บ่นไปเรื่อย จนสุดท้ายก็วนกลับมาที่เดิม พร้อมประโยคที่ชวนอารมณ์เสียที่สุดในรอบสองเดือน “ม่าง@#$#%#$เอ้ย กูไม่เห็นป้าย” ...... ใช่ ลุงไม่เห็นป้ายเพราะลุงเอาแต่ด่านี่แหละ บ้าชะมัด! ไอ้การที่ลุงเอาความมั่นใจของลุงเป็นที่ตั้งน่ะนะ มันทำพวกผมจ่ายค่าโดยสารแพงขึ้น 30 บาท แถมยังหัวเสียอีกบ้าจริงเชียว!! จริงๆแล้วลุงอาจจะไม่รู้ตัวเลยก็ได้ว่า สิ่งที่ลุงกำลังทำกับพวกผมน่ะ มันทำให้ไม่มีใครอยากคุยกับลุงนั่นแหละ
                ผมลงจากรถมาพร้อมกับบีม ผมคิดว่านี่ก็โชคดีแค่ไหนแล้วที่อย่างน้อยแกก็ไม่ได้วิกลจริต  แม้สิ่งที่แกแสดงออกทั้งคำพูดและการกระทำจะแสดงให้เห็นว่า วิกลจริตกับตัวลุงเอง มันเป็นเส้นบางๆที่คั่นระหว่างตัวแกกับคำๆนั้น.......
พรุ่งนี้ผมจะไปทำบุญ ขออย่าให้ได้พบกับคนประเภทนี้อีก.....

edit @ 30 Oct 2009 21:38:09 by XL

หลายเดือนที่ผมไม่ได้มาอัพเนื่องด้วยปัญหาชีวิตครับ

หลังจากที่ผมทำโปรเจคไปแล้วผมก็เริ่มรู้ตัวซะทีว่าตัวเองนั้นยังไปไม่ถึงไหนเลย

ไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองเก่ง
รู้สึกว่ายังไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ
ยังไม่ได้เริ่มความฝันของตัวเองเลย

ที่ผ่านมาเราเอาเวลาไปทำอะไรอยู่เนี่ย เรียน เรียน เรียน เรียนอย่างเดียว
รู้อยู่แต่เรื่องไฟฟ้ากำลังอย่างเดียวนี่แหละ 

ภูมิใจอยู่แค่ว่า
"ผมนี่แหละกำลังจะจบ"
"จบไปแล้วมีงานแน่ๆ"

แต่ผมรู้สึกขาดอะไรไปบางอย่างแล้วผมก็คิดได้ว่า "ชีวิตมันไม่ท้าทายเลยว่ะ"
วันนั้นผมนั่งอยู่กับเพื่อนที่ร้านหมูกระทะแถวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ทุกคนล้วนแต่พูดถึงเรื่องที่ตนเองตั้งใจจะทำหลังเรียนจบ
หรือประวัติตั้งแต่ว่าเขามาจากไหน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่
ใช่แล้ว ทุกคนล้วนแต่อยากจบไปทำงาน ช่วยงานที่บ้าน หรือไปเรียนต่อ

แต่ผมเนี่ย อยากทำอะไร?
จริงๆแล้วก่อนที่ผมจะมาอยู่ที่จุดนี้ผมฝันที่จะเรียนสายหมอนะ คะแนนก็ได้ด้วย
แต่เพราะทางบ้านและด้วยเหตุผลที่จำเป็นบางอย่าง ทำให้ผมต้องมาเรียนวิศวะ
วิศวะเนี่ยมันก็เท่ดีนะ ผมคิดว่ามันจะมาแทนความฝันของผมได้แต่วิศวะก็ไม่ใช่ง่ายๆแบบที่ผมวาดไว้
ผมติด F ถึง 11 หน่วยกิจใน 2 เทอม แต่ก็ยังรอดมาได้
(และเกรด ณ ตอนนี้อาจจะสูงกว่าเพื่อนที่จบไปแล้วหลายคน)
อ่านหนังสือเป็นอาทิตย์ๆแต่ไปสอบก็ยังตกมีนบ่อยครั้ง
บางวิชาก็ทำได้ดีแต่จะต้องเหนื่อยกับมันมาก
มันก็สนุกดี ผมมีเพื่อนๆ มีรุ่นน้อง มีรุ่นพี่ ทำให้ผมสามารถเรียนกับมันมาได้
โดยไม่รู้สึกว่าเป็นยาขมเลยแม้แต่น้อย

แต่ ณ ตอนนั้น...... ผมถามตัวเองว่าชีวิตผมนั้นอยากทำอะไรจริงๆกันแน่?

ผมตัดสินใจที่จะไม่ยื่นจบในปีการศึกษานั้นทั้งๆที่สามารถเรียนจบได้เพื่อที่จะเรียนต่อในสาขาอิเล็กโทรนิกส์
เพื่อนๆหาว่าผมบ้ากันหมดเมื่อรู้ว่าผมไม่ยื่นจบ แหงล่ะ อยู่ดีๆก็ เปอร์ ซะงั้น
แต่ไม่ยื่นจบมันไม่ผิดข้อบังคับมหาลัยนี่หว่า!

เรียนอิเล็กโทรนิกเนี่ย มันเข้าใจยากกว่าไฟฟ้ากำลังเยอะเลย คิดอะไรก็ไม่รู้เหมือนจินตภาพชะมัด!
ผมเริ่มคิดว่าตัวเองนั้นเลือกผิดรึเปล่าจนกระทั้งปีสี่ของผมผ่านไป

ปิดเทอมนั้นเพื่อนๆของผมต่างก็หางานทำกัน แต่ตัวผมเองนั้นกลับต้องนั่งวางแผนการเรียนใหม่(วางแผนง่ายครับไม่มีติดวิชาอะไรแล้ว แค่กลับมาเป็นปี 3 ใหม่)
จนในที่สุดผมก็เห็นวิชานึง เขียนว่า Bio Medical เรียนเกี่ยวกับทางด้านหมอๆนี่แหละ
เรียนไฟฟ้าเกี่ยวกับอะไรที่มันชีวะๆน่าจะเข้าท่าดีนะ! ผมตัดสินใจลงวิชานั้นทันที
แต่คนที่ทิ้งพื้นฐานทางนี้ไปแล้วอย่างผม การเริ่มเรียนใหม่ทำให้ผมต้องกลับไปนั่งอ่านตำรา ม ปลาย
(จริงๆก็อ่านไม่กี่วันหรอก จำนิดเดียวเองเพราะเนื้อหามันแคบลง)
แต่เนื่องด้วยหลายๆที่ผมไม่เข้าใจ ทำให้ผมต้องไปให้เพื่อนที่ จุฬาติวให้บ่อยครั้ง
บวก กับเพื่อนที่เรียนทางทันตแพทย์ขอผมไปเป็น case เนี่ยทำให้ผมเดินทางไปมาบ่อยขึ้น

ทำให้ผมสนิทกับวรรณ เขาก็เรียนทางสายหมอนี่แหละ ผมเริ่มสังเกตว่าคนเรียนทางนี้มันต้องทำยังไงบ้าง
แล้วก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง (เรียกว่าแทบจะต้องเอามานั่งพิจารณากับตัวเองเลยทีเดียว)

วรรณมีทัศนคติที่ต่างจากคนอื่นซึ่งตอนแรกผมคิดว่า
เป็นหมอเนี่ยไม่ต้องลุยมากก็ได้ ไม่ใช่วิศวกรที่ต้องทำงานตากแดดซะหน่อย
แต่เขาทุ่มเทให้กับงานมากโดยเฉพาะงานที่ต้องออกไปนอกสถานที่ทำให้ผมรู้ว่า
"หมอก็ลุยได้ไม่แพ้วิศวะเหมือนกัน เผลอๆทุ่มเทมากกว่าหลายสิบเท่าด้วยอ่ะ"
"มันเกี่ยวกับชีวิตล้วนๆ ดูเป็นงานที่มีเกียรติมากเลย"
"งานแบบนี้แหละเป็นสิ่งที่ผมเคยฝันไว้(แต่จริงๆแล้วงานเขาเครียดมากนะครับ เพราะผมมัวแต่มองว่าในชิงวิศวะที่รับผิดชอบทรัพย์สินและความปลอดภัยเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้รับผิดชอบเกี่ยวกับชีวิตนะ)"

วรรณเคยพูดว่า มันเป็นความฝันของเธอยังไงเธอก็ต้องพยายามทำให้ได้แค่นี้ไม่เหนื่อยหรอก

ผมเริ่มกลับมานั่งทบทวนตัวเองอีกครั้ง......
ผมนั้นเรียนวิศวะไปแล้วไม่สามารถย้อนกลับได้ แต่ว่าผมสามารถเลือกที่จะเรียนต่อในสิ่งที่ผมต้องการได้
ไม่มีใครบอกว่าเรียนวิศวะแล้วจะชอบทางหมอไม่ได้และก็ไม่มีใครบอกด้วยว่าทำแล้วมันผิด
ตราบเท่าที่เรายังตั้งใจเราสามารถทำให้มันมีคุณค่าได้
ทุกอย่างอยู่ที่ความคิด ความพยายาม และความฝันของเรา

ความสุขอยู่ที่ทัศนคติ

ถึงแม้มันอาจไม่ใช่ตัวของเรา100% แต่มันก็ไม่ได้เสแสร้งว่าไม่ใช่ตัวของเราเอง

ทุกวันนี้ผมเปิดดูระเบียบการต่อ ปริญญาโท Biomedical Engineering ของมหาลัยแห่งหนึ่ง

แล้วก็พูดกับตัวเองว่า "ของแบบนี้มันอยู่ที่ทัศนคติจริงๆว่ะ"